ประวัติศาสตร์สากล

posted on 23 Nov 2007 05:44 by o-mo37siya

    

ตามหลักสากล ยุคประวัติศาสตร์จะเริ่มนับตรงที่มนุษย์เริ่มมีการจดบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนก่อนหน้านั้นก็จะเรียกว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตราบจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่เยอะมาก เพราะมีเพียงแค่หลักฐานทางวัตถุบางชิ้น และก็ไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าไหร่ด้วย

ส่วนยุคประวัติศาสตร์นั้น ค่อนข้างชัดเจนกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะทั้งหมด เพราะเมื่อมีการศึกษาประวัติศาสตร์กันมากขึ้น ก็ทำให้รู้ว่าเราเคยเข้าใจผิดอะไรหลาย ๆ อย่างมานาน และต้องเปลี่ยนความเข้าใจทางประวัติศาสตร์กันใหม่อยู่หลายครั้งก็มี

การแบ่งสมัยในยุคประวัติศาสตร์จะแบ่งโดยใช้เหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของยุคสมัยเป็นตัวแบ่ง ซึ่งมีคนแบ่งเอาไว้หลายแนวทาง เพราะมันไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนให้เราเห็น แต่ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น

ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ (Ancient History) สมัยนี้นักประวัติศาสตร์มักจะรวมเอาเหตุการณ์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าไปด้วย สมัยนี้ส่วนมากมักจะให้สิ้นสุดลงพร้อมกับการล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันตก ซึ่งเสียให้แก่เยอรมันในปีค.ศ. 476

ประวัติศาสตร์สมัยกลาง (Medieval History) เริ่มเมื่อปีค.ศ. 476 แต่ระยะเวลาสิ้นสุดนั้น บางกลุ่มถือเอาตอนที่กรุงสแตนติโนเปิลตกเป็นของพวกเติร์ก ในปีค.ศ.1453 แต่บางกลุ่มก็ถือว่าสิ้นสุดเมื่อมีการค้นพบทวีปอเมริกา ในปีค.ศ. 1492 และบางกลุ่มก็ถือว่าสิ้นสุดลงพร้อมกับการเริ่มต้นการปฏิรูปต่างๆ ในยุโรป

ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (Modern History) เริ่มตั้งแต่การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์สมัยกลางจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีบางกลุ่มที่ถือว่าสมัยนี้สิ้นสุดในราวค.ศ. 1900 และได้แบ่งออกเป็นอีกสมัยหนึ่งคือ ประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่สิ้นสุดประวัติศาสตร์สมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน เพราะระยะช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ขึ้นมากมาย มีรายละเอียดที่มากจนสามารถแบ่งออกเป็นอีกสมัยหนึ่งได้

ส่วนเรื่องของหลักฐานทางประวัติศาตร์นั้น มีการแบ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ออกเป็น 2 ประเภทคือ หลักฐานที่เป็นวัตถุ (Material Remains) กับหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Written accounts)

ก่อน 4,000 ปีมาแล้ว หรือในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก็จะมีแต่หลักฐานแบบแรกเพียงอย่างเดียว ก็ต้องใช้การสันนิษฐานประกอบเข้าไปจึงจะมองเห็นสภาพของยุคนั้นได้ ในยุคต่อมาคือยุคประวัติศาสตร์ถึงจะมีหลักฐานแบบที่สอง ซึ่งจะชัดเจนถูกต้องหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้จดบันทึกด้วย

หลักฐานทั้ง 2 ประเภทถ้าเราสามารถหามาประกอบกันได้ก็จะยิ่งทำให้เราสันนิษฐานสภาพทั่วไปและเหตุการณ์ที่เกิดในยุคสมัยนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ยุคหิน

ยุคหินเก่า (Paleolithic Age หรือ Old Stone Age)

          1. อายุประมาณ 2 ล้านปีก่อนคริสต์ศักราช

          2. ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บผลไม้ป่า

          3. อาศัยตามถ้ำหรือที่พักหยาบๆ

          4. พึ่งพาธรรมชาติและไม่เข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ

          5. รู้จักใช้ไฟ

          6. ประกอบพิธีฝังศพอันเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนา

          7. ภาพจิตรกรรมผนังถ้ำตามความเชื่อและพิธีกรรม

 ยุคหินกลาง (Mesolithic Age หรือ Middle Stone Age)

          1. อายุประมาณ 8 พันปีก่อนคริสต์ศักราช

          2. เริ่มรู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แบบง่ายๆ

          3. ภาพจิตรกรรมผนังถ้ำมีความซับซ้อนมากขึ้น  จุดมุ่งหมายเพื่อพิธีกรรมความเชื่อเรื่องวิญญาณ

          4. มีพิธีกรรมเกี่ยวกับพระ

ยุคหินใหม่

          1. อายุประมาณ 4 พันปีก่อนคริสต์ศักราช

          2. ผลิตอาหารได้เอง  รู้จักเก็บกักอาหาร  หยุดเร่ร่อน

          3. เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินประณีตขึ้น

       4. รู้จักการทอผ้า  เครื่องปั้นดินเผา  ทำเครื่องทุ่นแรง เช่น การเสียดสีให้เกิดไฟ การประดิษฐ์เรือ

          5. รวมกลุ่มเกษตรกรรมเป็นหมู่บ้าน มีการจัดระเบียบเพื่อควบคุมสังคม มีหัวหน้าชุมชน

          6. อนุสาวรีย์หิน (Stonechenge) ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นงานสถาปัตยกรรมของมนุษย์  เชื่อว่าสร้างเพื่อคำนวณทางดาราศาสตร์  พิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยว ข้องกับการเกษตรหรือบูชาพระอาทิตย์

ยุค โบราณ

กรีก

        กรีก เป็นเชื้อสายอินโด ยูโรเปี้ยน เรียกวัฒนธรรมตนเองว่า เฮเลนนีส (Hellenes) เรียกบ้านเมืองตนเองว่า เฉลลัส (Hellas)

        ยุคเฮเลนิค (Hellenic Civilization)

        - มีศูนย์กลางอยู่ที่เอเธนส์ มีการปกครองแบบนครรัฐ  ศูนย์กลางของนครรัฐอยู่ที่   อะโครโปลิส "  มีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้ามาก  การเดินทางไปค้าขายกับดินอดนต่างๆ  ทำให้ชาวกรีกมีโลกทัศน์กว้างขวางและรับวัฒนธรรมจากดินแดนต่างๆ ทำให้ชาวกรีกเป็นคนอยากรู้อยากเห็น เชื่อมั่นในเหตุผล เชื่อในดุลพินิจของตน ส่งผลต่อแนวคิดมนุษย์นิยม (Humanism)

        - สนใจในธรรมชาตินิยม (Naturalism) นับถือเทพเจ้าหลายองค์  แต่มีอิสรภาพทางความคิด  เพราะศาสนาไม่มีอิทธิพลวิถีเหนือชีวิตของคนในสังคมมากนัก

        - แนวคิดประชาธิปไตย มนุษย์ปกครองแบบนครรัฐอิสระ เช่น นครรัฐเอเธนส์ ปกครองแบบประชาธิปไตยทางตรง  โดยพลเมืองชายที่เป็นเจ้าของที่ดินและเกิดในนครรัฐจะมีสิทธิในการปกครอง มีสิทธิในการเข้าประชุมสภาราษฎร

        อารยธรรมของกรีกซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบัน ได้แก่

        สถาปัตยกรรม

        - เน้นความยิ่งใหญ่ เรียบง่าย กลมกลืน 

        - ไอโอนิคฅ

        - โดรินเซียน

        ประติมากรรม

        - เป็นการปั้นที่เป็นสัดส่วนและสรีระที่เป็นมนุษย์จริง  การเปลือยกายเป็นการแสดงออกถึงความงามของมนุษย์ตามธรรมชาติ เช่น นักขว้างจักร

     จิตรกรรม

        - จิตรกรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ การเขียนภาพบนเครื่องปั้นดินเผาลวดลายต่างๆ

        วรรณกรรม

       - มหากาพย์ลีเลียดและโอเดสซีของโฮมเมอร์

        - นิทานอีสปและงานด้านปรัชญาของเพลโต โสเกรตีส อริสโตเติล

        ละคร

        - ละครสุขนาฏกรรม (Comedy)

        - ละครโศกนาฏกรรม (Teagedy)

        - การสร้างโรงมหรสพ

        ส่วนสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนั้นเป็นยุคที่กรีกเผยแพร่วัฒนธรรมของตนไปยังด้านตะวันออก  จนสามารถครอบครองอียิปต์  เปอร์เซียจนถึงตอนเหนือของอินเดีย  จึงมีการผสมผสานศิลปะกรีกกับศิลปะตะวันออก  ทำให้เป็นศิลปะที่เน้นความงดงามแบบหรูหราอลังการ  แสดงถึงอารมณ์อย่างรุนแรง

 

สมัยกลาง

        เริ่มตั้งแต่อาณาจักรโรมันล่มสลายในปี ค.ศ.476  ศตวรรษที่ 5-15  เนื่องจากการรุกรานของอนารยชนเผ่าติวตัน  อำนาจทางการเมืองกระจัดกระจาย  ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ผู้คนหันมายึดศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และให้ความหวังกับคนในสังคมว่าจะได้ไปเสวยสุขกับพระเจ้าบนสวรรค์หรือมุ่งหวังชีวิตที่ดีกว่าในโลกหน้า 

        คริสต์ศตวรรษที่ 14  ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพานิชย์  และแสวงหาดินแดนในโลกอันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม  ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์  มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส 

การค้นพบกระบวนการพิมพ์หนังสือของกูเตนเบอร์กและฟุสท์

        ลักษณะสังคม  เป็นสังคมในลัทธิฟิวดัล  ซึ่งคนในสังคมมีความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าของที่ดินและทาสติดที่ดิน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

        1. พระ  เป็นผู้มีบทบาทมาก  เพราะเป็นศูนย์ของความเชื่อ  ความศรัทธาในศาสนาของประชาชน  พระสันตปาปาที่กรุงโรมมีอำนาจสูงสุด  พระที่มีฐานะรองลง

มาก็จะทำหน้าที่ต่างๆ  ตามขอบเขตการปกครอง เช่น สั่งสอนประชาชน เก็บภาษีอากร ฯลฯ

        2. ชนชั้นปกครอง  ได้แก่  กษัตริย์  ขุนนาง  และอัศวิน  ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน  มีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย

        3. สามัญชน  ได้แก่  ชาวนาและทาสติดที่ดิน  ที่ต้องทำงานหนักหาเลี้ยงชีพภายใต้อำนาจสิทธิ์ขาดและการคุ้มครองจากเจ้าของที่ดิน  ไม่ค่อยมีการปรับปรุงที่ดินเพื่อการเกษตร  ผลผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการของชุมชน

วรรณกรรม

        สมัยกลางช่วงต้น   จะเน้นวรรณกรรมศาสนาหรือวรรณกรรมสะท้อนภาพสังคมฟิวดัล  เช่น  The City Of God

        สมัยกลางช่วงปลาย     เน้นวรรณกรรมทางโลกมากขึ้น  เช่น  The Divine Comedy

การศึกษา   เน้นด้านเทววิทยาและขยายการศึกษาไปสู่การจัดตั้งมหาวิทยาลัย

อิทธิพลศิลปะมุสลิม

        - จิตรกรรม  ได้แก่  งานเขียนลวดลายเรขาคณิต  ลวดลายดอกไม้

        - หัตถกรรม  ได้แก่  เครื่องปั้นดินเผา  เครื่องโลหะ  เครื่องทองเหลือง

        - วรรณกรรม  ได้แก่  นิทานอาหรับราตรี  รุไบยาดของโอมาร์ คัยยัม

ศิลปะไบเซนไทน์  ( Bizentine )  การสร้างสรรค์เพื่อพระผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ ( ค.ศ.330-1453 )

โบสถ์เซนต์โซเฟีย  ( ค.ศ.532-537 )

        

ในเมืองฮาร์บิน เมืองหลวงของมณฑลเฮอหลงเจียง   เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน  นับเป็นรวมลักษณะความโดดเด่นของกรีก  โรมัน  และลักษณะตะวันออก  แบบอาหรับหรือเปอร์เซีย  ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่ากลมกลืน

 ศิลปะโกธิค

        - เกิดขึ้นในยุโรประหว่างกลางศตวรรษที่ 12   ปลายศตวรรษที่ 15 เป็นศิลปะที่มีความอ่อนโยนคล้ายธรรมชาติและเป็นมนุษย์นิยม  มีอิสระในการแสดงออก  เป็นศิลปะที่หลุดพ้นจากอิทธิพลของกรีก โรมัน  แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาคริสต์

        - ต่างจากศิลปะไบแซนไทน์  ซึ่งเคร่งครัดในกฎเกณฑ์

        -  จุดเด่นของศิลปะโกธิค  ส่วนใหญ่เป็นวิหารทางศาสนาคริสต์  ดัดแปลงจากสมัยโรมาเนสก์ คือ ประตู เพดานและหลังคาโค้งปลายแหลม  ทำให้อาคารดูสง่างาม  ภายในตัวอาคารจะประดับประดาด้วยกระจกสี  ซึ่งเป็นงานยิ่งใหญ่ของ

วิหารแรงส์  ( ค.ศ.1211-1290 )

       

 เป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและเป็นวิหารที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวฝรั่งเศส

        -  เกิดขึ้นในยุโรประหว่างกลางศตวรรษที่ 12   ปลายศตวรรษที่ 15 เป็นศิลปะที่มีความอ่อนโยนคล้ายธรรมชาติและเป็นมนุษย์นิยม  มีอิสระในการแสดงออก  เป็นศิลปะที่หลุดพ้นจากอิทธิพลของกรีก โรมัน  แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาคริสต์

        -  ต่างจากศิลปะไบแซนไทน์  ซึ่งเคร่งครัดในกฎเกณฑ์

        -  จุดเด่นของศิลปะโกธิค  ส่วนใหญ่เป็นวิหารทางศาสนาคริสต์  ดัดแปลงจากสมัยโรมาเนสก์ คือ ประตู เพดานและหลังคาโค้งปลายแหลม  ทำให้อาคารดูสง่างาม  ภายในตัวอาคารจะประดับประดาด้วยกระจกสี  ซึ่งเป็นงานยิ่งใหญ่ของศิลปะโกธิค 

ศิลปะสมัยกลาง

ศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ  ( Renaissance )

โบสถ์เซนต์ปีเตอร์  ( ค.ศ.1506-1546 )

               เป็นสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยและได้รับการยอมรับว่ามีคุณค่าทางศิลปะ  ผู้ออกแบบและเริ่มดำเนินการสร้าง คือ บรามานเต ( ค.ศ.1506 )  แต่เขาถึงแก่กรมมก่อนงานจะเสร็จ  จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน   จนกระทั่ง ค.ศ.1546  มิเคลันเจโลก็ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3  ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป  โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง  มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออนของจักวรรดิโรมัน

 

ภาพโมนาลิซา  ( ค.ศ.1503-1505 )

        เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า  แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติ  การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์การเห็น  ( ทัศนียภาพ  หรือ  Perspective ) 

        เลโอนาร์โด ดา วินชี  เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบแสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่างที่เรียกว่า  คิอารอสกูโร  ( Chiaroscuro )

ดาวิด  ( ค.ศ.1501-1504 ) 

         เป็นรูปสลักหินอ่อน  มีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว  เป็นการถ่ายทอดรูปแบบที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทางจึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะทางกายภาพสอคล้องกับอุดมคติของกรีกและโรมันที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระ 

        -  เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก  คือ  ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์  ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน  กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบและต้องการแสวงหา 

        -  งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้าทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก  ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ  ( Linear Perspective )  ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม 

        -  ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาคด้วยการผ่าตัดศพ  พร้อมฝึกวาดเส้นสรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด

        -  ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมันประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย

ศิลปะสมัยกลาง

ศิลปะบาโรก  ( Baroque )  ค.ศ.1580-1750

พระราชวังแวร์ซาย (ค.ศ.1661-1691)

        สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน  ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  ของฝรั่งเศส  ใช้เงินประมาณ  500  ล้านฟรังส์  จุคนได้ประมาณ  10,000  คน  เพื่อประกาศให้นานาประเทศเห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์

        -  เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมากเกินไป  มุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาส